วันปัจฉิมนิเทศ...
posted on 16 Mar 2011 19:06 by ericdeberauxขอทักทายผู้ที่เข้ามาแวะเวียนเยี่ยมชมบล็อกของผมด้วยนะครับ
ก่อนอื่น ต้องขอบอกว่าบล็อกนี้ผมเน้นเอาไว้เขียนความรู้สึกประทับใจในชีวิต ทั้งแง่ดี และไม่ดี ทั้งหลายทั้งมวล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดกับตัวผมเอง หรือไม่ก็ไปพบเข้าโดยบังเอิญ เพราะฉะนั้น จะไม่มีการเขียนตามตลาดเด็ดขาด!! พูดง่ายๆ คือ "ที่ระบายอารมณ์" นั่นเอง จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่า "ทำไมถึงไม่ค่อยอัพบล็อก" //ข้ออ้างดีๆ นี่เอง
อาจต้องท้าวความกันยาวนิดหน่อย เพราะผมรู้สึกว่า ช่วงปีที่ผ่านมานั้น ผมแทบจะไม่ได้เข้าบล็อกนี้เลย จากสาเหตุนานาประการที่จะอ้างได้ ผนวกกับสิ่งที่ได้กล่าวในข้างต้นคือ "ไม่มีอารมณ์จะอัพ" ถึงแม้ว่ามันจะมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะอัพก็ตามแต่...
ว่างๆ จะนั่งทยอยเล่าความหลังนะครับ...
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมมีนัดกับเพื่อนๆ และอาจารย์ มาทำกิจกรรมร่วมกันครั้งสุดท้าย ก็คือกิจกรรมปัจฉิมนิเทศ เนื่องจาก... เราจบม.6 แล้ว ก็ต้องแยกย้ายกันไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อ ชีวิตตลอด 12 ปี ที่ได้ใช้ร่วมกันในรั้วโรงเรียน ในที่สุด มันก็จบลง กิจกรรมนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ยากจะลืม...
ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าวันอำลา หรือว่าวันสอบวันสุดท้าย จนกระทั่งวันปัจฉิม ผมไม่เสียน้ำตาเลยแม้แต่หยดเดียว ทั้งๆ ที่หลายคนร้องไห้กันเป็นวรรคเป็นเวร ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน หรือว่าผม กับการร้องไห้ให้คนอื่น จะเป็นเพียงเส้นที่ขนานซึ่งกันและกัน...
ขยายความกิจกรรมปัจฉิมนิเทศสักนิด กิจกรรมปัจฉิมนิเทศคือกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้นให้กับนักเรียนชั้นม.6 โรงเีรียนของผม เป็นกิจกรรมที่ทำเป็นประเพณีทุกปี เช่นเดียวกับคอนเสิร์ตม.6 และกิจกรรมอำลา เป็นการเที่ยวด้วยกันทั้งรุ่นครั้งสุดท้าย ทำกิจกรรมค่ายที่นอกเหนือจากค่่ายลูกเสือและการไปเขาชนไก่เป็นครั้งสุดท้าย พูดง่ายๆ คือ การรวมเอาทัศนศึกษา และค่ายลูกเสือ เอาไว้ด้วยกัน
ก่อนไปปัจฉิม ประมาณ2วัน...
ผมไปบ้านพ่อที่แปดริ้ว ทำบุญครบรอบวันที่ปู่กับย่าเสีย ได้ผลหมากรากไม้เต็มคันรถ แต่ปีนี้เน้นหนักไปที่มะม่วง ไม่ทราบเหมือนกันว่าวิกฤติภาวะโลกร้อนมันจะทำให้อะไรต่ออะไรเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ //ได้มาเต็มหลังรถเลย
พอเห็นมะม่วง ก็เกิดไอเดียว่า จะเอามะม่วงไปฝากแฟนดีมั้ย ก็เลยเปรยๆ กับพ่อ แล้วค่อยไปบอกแม่ ทั้งคู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังเสนอ "น้ำปลาหวานด้วยมั้ยล่ะ" ให้อีก แต่ด้วยเหตุขัดข้อง ทำให้ให้แค่มะม่วง ส่วนน้ำปลาหวานก็กลายเป็นเมนูระหว่างเดินทางที่ใครๆ ต่างก็บอกว่า "อร่อยอ่ะ!" //แอบตัวลอยนิดๆ
ตอนเช้า ผมก็เอามะม่วงไปให้แฟน เนื่องจากเช้าเกินไป พอให้มะม่วงเสร็จเวลาดันเหลือ เพราะมาถึงก่อนเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมง... ไปนั่งให้ยุงหามที่โรงเรียนเพื่อรอคนอื่นๆ
เป้าหมายการเดินทางแรกคือวัดอโศการาม เพื่อไปสักการะพระประธาน ทำจิตใจให้สงบ โดยบริเวณลานวัดจะพบกับรูปปั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์(หรือพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่แน่ใจ) ขนาดใหญ่ และเสากวางหมอบ ตัวพระอุโบสถประดิษฐานพระประธาน และรูปหุ่นขี้ผึ้งของพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ตอนที่ไปถึงบังเอิญเป็นช่วงหลังฉันภัตตาหาร(คาดว่า) ซึ่งพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ได้สวดมนต์ทำวัตร เราจึงได้รับอานิสงส์เล็กน้อย
สถานที่ต่อมาคือตลาดน้ำสี่ภาคของพัทยา ซึ่งได้ปันพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นตลาดน้ำย้อนยุค ร้านรวงมากมายที่จัดขึ้นให้ใกล้เคียงกับตลาดน้ำยุคโบราณ บ้านเรือนและสะพานไม้ รวมถึงเรือพาย สามารถทำให้ใครหลายต่อหลายคนได้ลิ้มรสถึงภาพบรรยากาศยุคเก่าๆ ได้เป็นอย่างดี
เราพักที่ภูริมาศ บีช รีสอร์ท แอนด์สปา จังหวัดระยอง ติดกับทะเล ชายหาดขาวสะอาด เห็นนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไกลๆ มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเดินเล่นหาดทรายขาวๆ เล่นน้ำทะเล หรือสระว่ายน้ำ ปิงปอง ฟิตเนส สปา ซาวน่า และอื่นๆ ห้องพักกว้างขวาง หันหน้าออกทะเล ทำให้สามารถชมทํศนียภาพของทะเลอ่าวไทยได้โดยไม่มีอะไรขวางกั้น แต่อากาศดันไม่เป็นใจ เพราะวันที่ 2 และ 3 ฝนตก...
กิจกรรมต่างๆ เพื่อย้อนรำลึกถึงวันวานเก่าๆ เช่น ละครห้อง ซึ่งหลังจากค่ายลูกเสือ ก็ไม่ได้แสดงละครที่เขียนบทเองเลย ละครแต่ละห้องที่จัดทำขึ้นก็เรียกเสียงฮาได้ไม่ใช่น้อย แต่ก็มีบางห้องสร้างความประทับใจได้มากมาย กิจกรรมรำลึกถึงวันวาน นำรูปถ่ายสมัยประถมที่เรี่ยไรมาทำเป็นสไลด์โชว์ เรียกเสียงฮือฮาจากใครหลายต่อหลายคน และความอึ้งที่ว่า "เมื่อก่อนมันหน้าแบบนี้เหรอ?" กิจกรรมกีฬาชายหาด และท้ายที่สุด ราตรีรำลึก เป็นค่ำคืนที่ได้พูดคุยกัน กับใครหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้คุยกันเลย.....
กิจกรรมราตรีรำลึก ทำให้ผมได้พูดคุยกับเธอคนนั้น ความคลางแคลงใจที่มีมาตลอด 6 ปี ในที่สุดมันก็ถึงจุดยุติ ความเพ้อเจ้อคิดไปเองในที่สุดมันก็หมดไปอย่างสิ้นเชิง เป็นคืนที่ทำให้ผมกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง การได้รับฟังขอโทษในสิ่งที่ผ่านๆ ไป จากเพื่อน การที่คนอื่นมองเห็นคุณค่าและเข้าใจในบางสิ่งที่เราได้ทำไป ความเป็นเพื่อนที่พูดกันแบบเพื่อนๆ หลายต่อหลายสิ่งที่ทำให้ผมกลับมาฉุกคิดอีกครั้งว่า "เราก็เป็นCUD46 คนหนึ่ง" กิจกรรมนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผมอาจตั้งตารอมาตลอดเลยก็เป็นได้
ปัจฉิมนิเทศ สิ่งสุดท้าย กิจกรรมสุดท้าย อะไรๆ ที่ต่อด้วย suffix สุดท้าย เป็นสิ่งน่าเศร้าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เรามองให้มันไม่เศร้าได้ อนาคตผมอาจแยกย้ายกับเพื่อนร่วมรุ่นที่อยู่ด้วยกันมา 12 ปี แต่ถ้าหากยังมีลมหายใจ ไม่ว่าไกลแค่ไหนก็กลับมาเจอกันใหม่ได้อีกครั้ง นี่คงเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำตาแห่งการจากลาของผมไม่ไหลล่ะมั้ง
สุดท้าย...
คงจะเป็นปัจฉิมลิขิตของบล็อกนี้...
ในฐานะที่ผม...เ็ป็น CUD 46คนหนึ่ง
แม้เส้นทางของผมจะไกลแสนไกล...
แต่การเดินทางไกลของผมในครั้งนี้ คือการเดินทางไกลเพื่อบุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ
ทำให้เกียรติภูมิของสาธิตจุฬาฯ แผ่กระจายไปยังที่ต่างๆ
ไปเพื่อทำให้ทุกๆ คนรู้ว่า "สาธิตจุฬาก็มีดี"
เป็นเหตุผลในการตัดสินใจที่จะไม่อยู่ในรั้วจามจุรี
แด่เพื่อนๆ ทุกคน ผมจะไม่ลืมทุกๆ คน
เรายังคงเป็นCUD 46
ยากดีมีจนดีเลวอะไรแค่ไหน...
เราก็ยังเป็นCUD 46
แด่เธอคนนั้น...
ขอบคุณช่วงเวลาดีๆ ที่เคยใช้ด้วยกัน
ขอบคุณทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อกัน
ขอบคุณที่ได้เป็นเพื่อนกัน
แด่อาจารย์...
ถ้าไม่มีอาจารย์ทุกท่าน เส้นทางของผมคงจะยุติลงไปนานแล้ว
ขอบคุณที่ยอมรับศิษย์ไม่เอาไหนอย่างผม และพาไปถึงฝั่งในที่สุด
ขอบคุณสาธิตจุฬาฯ
ขอบคุณ...CUD46
ขอบคุณ...
Tags: ปัจฉิมนิเทศ1 Comments




